เรื่อง: 10 อันดับเกมส์ดีที่โลกควรรู้จัก ช่วยฝึกสมอง เด็กเล่นได้ไม่รุนแรง
 
 287

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
31 ก.ค. 18, 22:10:24น.
รับทำSEOราคาถูก รับโปรโมทเว็บราคาถูก รับโพสเว็บราคาถูก รับจ้างโฆษณาสินค้าราคาถูก
10 อันดับเกมส์ดีที่โลกควรรู้จัก ช่วยฝึกสมอง เด็กเล่นได้ไม่รุนแรง
เกมส์ขนาดเล็กใครว่าไม่สนุก มาดู 10 เกมส์คอมพิวเตอร์ดีที่เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี ช่วยฝึกความจำ การวางแผน การแก้ปัญหาในเวลาจำกัด แถมไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่กระตุ้นความรุนแรง ไว้เล่นเวลาว่างๆคลายเครียด ไม่ต้องเล่นจนหามรุ่งหามค่ำ เพราะเป็นเกมส์ขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้เวลามาก

Egg Vs Chicken



เกมส์ง่ายๆแต่เร้าใจ ผู้เล่นเป็นไข่ ผู้เล่นต้องต่อสู้กับอำนาจของไก่ แต่สู้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน จึงต้องย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อหาทางเอาชนะไก่ให้ได้ วิธีการที่ไข่ใช้สู้กับไก่ก็ไม่เหมือนใคร โดยเราจะต้องเรียงไข่ให้ชิดกำแพงด้านที่ใช้ต่อสู้และจะต้องเป็นไข่สีเดียวกัน 3 ฟองขึ้นไป เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธ เอาไว้ยิงโจมตีไก่ที่จะเข้ามาเจาะกำแพงของเรา ยิ่งถ้าเราสามารถเรียงไข่สีเดียวกันไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พลังโจมตีมากขึ้นเท่านั้น แต่ศัตรูของเราก็ไม่ใช่หมูๆนะจ๊ะ (เพราะมันเป็นไก่) ไก่บางชนิด เช่นไก่เพลิงสีแดงที่ต้องยิงไข่หลายนัดถึงจะตายหรือต้องใช้ไข่สีน้ำเงินพลังนำแข็งที่มันแพ้ทางจึงจะชนะมันได้ง่ายชึ้น นี่ยังไม่รวมไปถึงไก่หัวหน้าที่ต้องยิงกันจนไข่ขาดตลาด ก่อนที่มันจะเจาะกำแพงทะลุไม่อย่างนั้นก็จบเกมส์ ประโยชน์ของเกมส์ Egg Vs Chicken คือเราต้องวางกลยุทธมในการเรียงให้ไข่ให้ถูกต้องและให้มันมีพลังโจมตีสูงที่สุด

Out Of Your Mind



เราต้องรับบทเป็นนักบำบัดสุขภาพจิตที่ต้องล้างความทุกข์ของคนไข้ออกไป การล้างความทุกข์ที่ต้องลงลึกเข้าไปถึงในจิตใจ เพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้ไม่สบาย แล้วใช้สายพลังจิตจับต้นเหตุความทุกข์ออกมา แต่ความทุกข์มันก็ไม่ได้หายไปง่ายขนาดนั้นมันจะทิ้งร่องรอยไว้ภายในจิตใจของคนไข้ด้วย เราจึงต้องใช้สายพลังจิตดึงร่องรอยของมันออกมาด้วยการล้อมกรอบมัน ซึ่งสายพลังจิตที่ใช้จับความทุกข์จะต้องเป็นสีเดียวกับความทุกข์นั้นด้วย เกมส์ Out Of Your Mind จะช่วยฝึกให้ผู้เล่นช่างสังเกตและสามารถมองรายละเอียดโดยรวมอย่างรอบคอบมากขึ้น

Shopping Mania



ในเกมส์ Shopping Mania ผู้เล่นจะรับบทเป็นพนักงานห้างแสนขยันที่อยู่ในร้านของในห้างแสนโหด หน้าที่ของผู้เล่นคือการจัดเรียงของลงในตะกร้าของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ลูกค้าจะโมโห แล้วของจะวิ่งตกสายพานไป ดูไปดูมาเกมส์ Shopping Mania นี้ก็คล้ายกับเกมส์ Tetris แต่เกมส์นี้ท้าทายกว่าตรงลูกเล่นของเกมที่สามารถเพิ่มคะแนนขึ้นได้หากวางสินค้าสีเดียวกับที่ลูกค้าต้องการ อีกทั้งยังมีความกดดันจากลูกค้ากับนายห้างจอมโหด เกม Shopping Mania ช่วยให้ผู้เล่นได้จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่เข้ามาในชีวิตในช่วงเวลาจำกัด

eets



เกมนี้ใครมีอายุหน่อยก็จะนึกถึงเกม Lemming เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เพราะแนวการเล่นคล้ายๆกัน ในเกม eets ผู้เล่นจะต้อคอยควบคุมเจ้า eets ให้ไปหาเป้าหมายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องเอาไปวางไว้ก่อนเริ่มเกม เช่นปลาวาฬจอมหิวที่สามารถดูดเจ้า eets แล้วพ่นเจ้า eets ให้ลอยสูงขึ้นไปได้ หรือเจ้าเม็ดสีเขียวที่เมื่อเจ้า eets กินเข้าไปจะทำให้มันขี้กลัวไม่กล้ากระโดดออกจากกรอบ เมื่อวางอุปกรณ์เสร็จก็สั่งให้เจ้า eets เริ่มเดินและผู้เล่นก็คอยวางอุปกรณ์ต่างๆให้ถูกจังหวะเพื่อให้เจ้า eets เดินไปถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพได้ eets จึงเป็นเกมที่ช่วยให้ผู้เล่นวางแผนและคาดการณ์อนาคตและยังเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการให้ผู้เล่นได้แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อีกด้วย

Garden Defense



ในเกมผู้เล่นรับบทเป็นองครักษ์พิทักษ์สวน ที่จะต้องป้องกันสวนจากกองทัพแมลงร้าย ที่จะเข้ามากัดแทะสวนของเรา วิธีการเล่นเกม Garden Defense คือ เราจะต้องใช้เงินที่มีมาซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมกับแมลงฝั่งศัตรู เช่น ตุ๊กตาเด็กยืนฉี่จะกำจัดแมลงที่เดินมาบนดินเท่านั้น เมื่อซื้ออุปกรณ์และจัดเรียงอาวุธฆ่าแมลงเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มปล่อยแมลงให้เดินผ่าน เล่นเกมนี้จบอาจเกิดความคิดดีๆในการทำสวนก็ได้ แถมยังฝึกการวางแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

Professor Fizzwizzle



เกม Professor Fizzwizzle นั้นจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับเกมฮิตในอดีต The Bug Bunny แต่เกม Professor Fizzwizzle สนุกกว่าและสดใสกว่าด้วยสีสันของเกม ในเกมเรารับบทเป็น ศาสตราจารย์ Fizzwizzle ที่มีปัญหากับเจ้าหุ่นกระป๋องคู่ใจ จะต้องหาทางแก้ไข ซึ่งหน้าที่ของผู้เล่นคือจะต้องพาศาสตราจารย์ Fizzwizzle ผ่านด่านเข้าไปสู่ประตูทางออกของแต่ละด่านให้ได้ อุปสรรคที่ศาสตราจารย์ Fizz ต้องเผชิญ เช่นหลุมหรือช่องว่างต่างๆ ที่ศาสตราจารย์ Fizz ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ต้องหาทางเอาลังไม้ไปวางอุดหลุมก่อนเพื่อให้สามารถเดินผ่านหลุมนั้นไปได้ หรือพื้นที่ที่เป็นก้อนน้ำแข็ง ถ้าเดินผ่านโดยไม่มีอะไรมากั้นระหว่างทาง จะทำให้ลื่นเลยจนตกเหวไป เกม Professor Fizzwizzle เป็นเกมที่ฝึกการใช้สมองอย่างสุดๆ เพราะผู้เล่นต้องมองภาพโดยรวมของแต่ละด่านและต้องคิดวิธีที่ต้องหาทางผ่านด่านไปให้ได้ ซึ่งมีด่านให้ฝึกสมองกันมากกว่า 230 ด่านกันเลยทีเดียว และ Professor Fizzwizzle

ก็ไม่ได้อยู่กับเราแค่เกมเดียว Charactor นี้ยังมีให้เห็นในเกมที่เราจะพูดต่อไป

The Amazing Brain Train



ภายในเกม The Amazing Brain Train นั้นวิธีการเล่นนั้นแตกต่างจากเกม Professor Fizzwizzle อย่างสิ้นเชิง ตรงที่เกมนี้จะพารถไฟผ่านไปตามจุดแต้มคะแนนที่จะได้จากการเล่นเกมย่อยๆ ซึ่งภายในเกม The Amazing Brain Train ประกอบไปด้วย 15 เกมย่อยเช่น เกมย่อยให้ไออุ่นหมีโคอาล่า ซึ่งในด่านย่อยนี้ศาสตราจารย์ Fizz จะต้องหันกระจกสะท้อนไออุ่นไปที่ตัวโคอาล่าให้ครบทุกตัว จึงจะสามารถผ่านด่านได้ และมีเกมจดจำสิ่งของแล้วเลือกให้ถูกว่ามีสิ่งใดที่เข้ามาใหม่ เกมย่อยทั้งหมดจะจำกัดเวลาเล่นเพื่อให้ผู้เล่นได้คิดอย่างรวดเร็วที่สุด และเมื่อเล่นจบโปรแกรมจะสรุปผลการเล่นเกมย่อยนั้นออกมาและเทียบกับการเล่นในอดีตว่าเรามีพัฒนาการจากการเล่นครั้งที่แล้วหรือไม่ และคะแนนการเล่นเกมย่อยนั้นมีผลต่อการวิ่งของรถไฟอีกด้วย เกมของProfessor Fizzwizzle สามารถ Download ได้ที่ www.gnubbygames.com จ้า

Rocket Mania เกมต่อสายชนวนสุดมัน



เกมส์นี้เมื่อเล่นแล้วหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว เป้าหมายของเกม Rocket Mania นั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่ต่อสายชนวนจากทางด้านซ้ายให้เชื่อมโยงไปถึงพลุที่อยู่ทางด้านขวาให้ได้จำนวนพลุตามจำนวนของแต่ละด่านตามเวลาที่กำหนดซึ่งในด่านหลังๆอาจจะต้องจุดพลุกันจนหมอกลง ยิงรัวกันยิ่งกว่าปืนของแรมโบ้ จนกว่าจะผ่านด่านไปได้ความยากของเกมอยู่ที่การวางสายชนวนว่าวางยังไงจึงจะจุดพลุได้หลายอันในการจุดชนวนครั้งเดียว

Airport Mania



ในเกมนี้เราจะต้องจัดคิวการลงของเครื่องบินเพื่อไม่ให้เครื่องบินคอยอยู่บนน่านฟ้านานจนเกินไปและยังต้องดูแลการบำรุงรักษาเครื่องบินบนภาคพื้นดินอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพาเครื่องบินไปเติมน้ำมันส่งเข้าโรงซ่อมบำรุง หรือพาเครื่องบินไปหยุดพักเพื่อรอรับส่งคนจากท่าอากาศยาน นอกจากนี้เรายังสามารถ up grade สนามบินของเราให้ทำงานได้ไวขึ้นอีกด้วย เครื่องบินในเกมก็มีหลายประเภทไปตั้งแต่เครื่องบินใบพัดไปจนถึงเครื่องบินคองครอดที่มีความเร็วในการรับส่งคนแตกต่างกันไป และบางทีเครื่องบินก็มารอกันจนเต็มน่านฟ้า สร้างความกดดันให้กับผู้เล่นที่เป็นผู้บริหารสนามบินเป็นอย่างมาก

World Of Goo



ในเกม World Of Goo ผู้เล่นจะต้องจัดเรียงตัวละครที่มีชื่อว่า Goo ให้เรียงเป็นรูปร่างต่างๆ เช่นพยายามเรียงให้เป็นสะพานเพื่อต่อให้เป็นฐานให้ตัว Goo อื่นๆ วิ่งผ่านลงท่อไป หรือต่อตัว Goo เป็นฐานสูงขึ้นจนกว่าจะถึงท่อดูด แต่การต่อตัว Goo นี้ก็ไม่ได้สามารถต่อได้ตรงๆโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ เพราะทุกครั้งที่เราต่อโครงสร้างน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รูปร่างของโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ผู้เล่นที่กำลังสร้างสะพานอยู่พอต่อไปได้ยาวขึ้นน้ำหนักจากตัว Goo ก็จะกดให้สะพานที่สร้างค่อยๆโค้งลง นี่ยังไม่ได้นับรวมแรงลงที่มีผลต่อการสร้างโครงสร้างต่างๆอีกด้วย เหมือนกับเกม World Of Goo นี้ ใช้การคำนวณทางวิศวกรรมมาใช้ร่วมด้วย และไม่น่าเชื่อว่าเกมที่สร้างสรรค์แบบนี้ใช้ผู้สร้างกันเพียง 2 คนเท่านั้น

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  https://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ก.ค. 19, 08:59:41น. โดย anyaha

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #1 31 ก.ค. 18, 22:10:48น.
10 เกมทําอาหารเล่นบนมือถือ

1.Toca Kitchen 2


ในโลกของความเป็นจริงในหลายคนอาจจะทำอาหารไม่เก่งแต่ก็อยากจะลองทำดูบ้างแต่ก็ขี้เกียจจะมานั่งเก็บกวาดอุปกรณ์จึงเลือกที่จะจำลองการเล่นในเกมแทน เกมนี้จะมีการจำลองการใช้เครื่องมือทำครัวต่างๆอย่างเช่นเครื่องทอดแบบ Deep fry  การใช้มีดและเขียงเสื้อหั่นผักผลไม้หรือเนื้อสัตว์การใช้เตาอบที่ต้องเซ็ตอุณหภูมิให้ถูกต้อง การทอดไส้กรอกบนกระทะที่จะทิ้งไว้นานบนเตาไม่ได้ เครื่องปั่นผักผลไม้อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักว่ารูปร่างหน้าตาของอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มันเป็นอย่างไรและมีวิธีการใช้อย่างไร

2. Cooking Adventure


เกมนี้ภาพอาหารและอุปกรณ์ต่างๆดูสวยน่ารักมาก ภาพเป็นการ์ตูนน่ารักแต่ก็สมจริงอาหารประเภทต่างๆก็มีให้เลือกหลากหลายแบบ เกมทำอาหารตัวนี้จะช่วยให้เราจำลองการทำอาหารและบริหารร้านค้าจะต้องทำอาหารให้ทันตามความต้องการของลูกค้าเพื่อคะแนนที่ดี เมื่อได้คะแนนที่ดีแล้วก็สามารถอัพเกรดเครื่องมือทำครัวต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไลน์อาหารต่างๆในเกมก็หลากหลายมีทั้งการเสิร์ฟซูชิสายพาน การเสิร์ฟแฮมเบอร์เกอร์ การเสิร์ฟหม้อไฟ การเสิร์ฟเครื่องดื่มต่างๆเช่นกาแฟน้ำผลไม้อีกทั้งอาหารก็มีหลากหลายเชื้อชาติทั้งจีนญี่ปุ่นอินเดีย

3. Cooking Dash


เกมทําอาหารในตำนานที่โด่งดังและยอดนิยมมีผู้เล่นมากตั้งแต่เวอร์ชั่นที่เป็น PC  จนเมื่อปัจจุบันนี้คนนิยมแพลตฟอร์มที่เป็นมือถือมากขึ้น รูปแบบของเกมทำอาหารนี้ก็คล้ายกับในเวอร์ชั่น PC คือทำอาหารและเสิร์ฟให้ทันตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีทั้งหมด 5 คนแต่ละคนก็จะสั่งมากบ้างน้อยบ้างบางคนก็สั่งแต่อาหารอย่างเดียวบางคนก็สั่งขนมและเครื่องดื่มด้วยพูดเล่นก็ต้องทำอาหารจากอุปกรณ์ต่างๆต้องทำให้ทุกชนิดตามความต้องการของลูกค้า

4.  Cooking Fever


ก็คล้ายๆกับเกมทำอาหารอื่นๆที่จะแบ่งเป็นโหมดๆ ตามชนิดของอาหารที่ทำเช่นการแรกอาจจะเป็นการทําแฮมเบอร์เกอร์ที่ต้องใส่ส่วนประกอบต่างๆเช่น เนื้อสัตว์ ผัก ซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ดจัดเรียงให้ถูกต้องตามออเดอร์ พอเล่นด่านนี้เสร็จแล้วก็จะเป็นการทำอาหารชนิดใหม่เช่นเป็นการทำพิซซ่าที่ต้องใส่ท็อปปิ้งต่างๆเช่นมะกอก ซอสมะเขือเทศชีส ให้ถูกต้อง แล้วพอเป็นด่านท้ายๆ ก็จะมีความยากมากยิ่งขึ้น ต้องทำอาหารพร้อมๆกัน 5 ชนิดแต่ละชนิดก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป แล้วเราก็ต้องเล่นให้ได้คะแนนสูงๆเพื่อนำไปอัพเกรดเครื่องมือต่างๆให้ใช้เวลาทำน้อยลง อัพเกรดห้องอาหารให้ลูกค้าสามารถรอนานได้มากกว่าเดิม

5. COOKING MAMA Let’s Cook


อีกหนึ่งเกมทําอาหารในตำนานที่จะมีความพิเศษตรงที่จะเป็นการจำลองการทำอาหารแต่ละชนิดแบบละเอียดเช่นการทําเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ก็จะให้เราทำการจำลองการเล่นตั้งแต่การผสมเนื้อบดในอ่างผสมการใช้มือกวนให้ถูกต้องตามไกด์ที่เกมให้ไว้จากนั้นก็นำมาปั้นให้แบนแล้วก็นำไปทอดบนกระทะที่จำกัดเวลาเกมนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเครื่องเล่นเกมบอยเกมนี้สามารถทำคะแนนแข่งกับลูกเล่นต่างๆทั่วโลก เกม Cooking Mama นี้ยังมีสูตรอาหารมากกว่า 30 ชนิดแล้วยังมีมินิเกมนอกเหนือจากการปรุงอาหารที่เล่น Free มากกว่า 20 อย่างอีกนะจ๊ะ
แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ก.ค. 19, 09:00:09น. โดย anyaha

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #2 31 ก.ค. 18, 22:11:05น.
6. Food Street


เกมทำอาหารตัวนี้คล้ายกับเกม Restaurant City ใน Facebook มีการปรุงอาหารจากเมนูต่างๆทั่วโลกเราสามารถเทรดร้านค้าได้สามารถแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆจากผู้เล่นที่ออนไลน์อยู่และมีกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารเยอะแยะมากมาย

7. Restaurant Paradise


เกมนี้สามารถแชร์ไอเทมต่างๆได้ สามารถไปเยี่ยมร้านของเพื่อนบ้านแล้วก็ให้ทิปเพื่อนได้ด้วย

8. TO-FU Oh!SUSHI


เกมส์ทําซูชิบนมือถือที่เริ่มตั้งแต่แล่ปลา เรียงซูชิ เกมนี้มีความอินดี้ตรงที่หน้าซูชิมีความหลากหลายมากแล้วแต่ความต้องการของผู้เล่นจะเอาหน้าคนมาทำเป็นหน้าซูชิก็ได้หรือจะทำซูชิให้เป็นกองภูเขาสูงๆก็ได้ หรือจะเอาเยลลี่หมีหลากสีลูกกวาดลูกอมขนมต่างๆมาทำเป็นหน้าซูชิก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นเกมทำอาหารที่สามารถเสริมจินตนาการได้อย่างไม่หยุดยั้ง

9. I LOVE PASTA


เกมทำอาหารที่เจาะจงให้เป็นการทำพาสต้าโดยเฉพาะ ซึ่งรายละเอียดของเกมค่อนข้างลึกซึ้งในเรื่องของอาหารอิตาเลี่ยนเช่นการเลือกใช้ไวน์  การเลือกใช้ชีส และวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ในการทำพาสต้า ตัวเกมยังให้เราสามารถเลือกตกแต่งร้านค้าตามใจชอบอีกด้วย

10. Order Up!! To Go is on


เกมจำลองการทำอาหารที่มีรูปแบบที่หลากหลายเสริมให้ทันตามความต้องการของลูกค้า
ขอขอบคุณที่มา Youtube Channel SoraMix

10 อันดับเกมออกใหม่น่าเล่นประจำเดือนมิถุนายน 2019
6 แอพมือถือไม่คววรพลาด
แนะนำเกม WOLFENSTEIN : THE NEW ORDER
5 เกมมือถือสนุกๆ
รีวิวเกม BIOSHOCK INFINITE

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ก.ค. 19, 09:00:32น. โดย anyaha

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #3 31 ก.ค. 18, 22:11:27น.
20 BEST SPACE GAME ON PC
Leave boring old Earth behind and travel to the farthest reaches of the universe—and beyond in these, the PC’s greatest space games.

The Dig
Year 1995 |Developer LucasArts
The LucasArts point-and-click adventure that everyone forgets about. A mission to divert an asteroid heading for Earth goes awry, sending a group of astronauts to a distant, seemingly abandoned, world. Some of the puzzles are maddeningly obtuse, even for a LucasArts game, but its colorful, strange planet feels genuinely alien. Great voice acting too, with X-Files and Terminator star Robert Patrick playing the lead.

Homeworld Remastered Collection
Year 2015 |Developer Relic/Gearbox Software
One of the best single player RTS campaigns ever, beautifully remastered by Gearbox. The sight of thousands of your ships streaking across the game’s vividly colorful space-scapes is majestic. Its battles are tense and tactical, featuring many types of ship to command, including some colossal battleships. The Remastered Collection looks great on modern PCs and comes with the original Homeworld and its sequel.

Lunar Flight
Year 2012 |Developer Shovsoft
This modern take on classic arcade game Lunar Lander is a unique, challenging low-gravity flight simulator. It’s not as deep as some sims, but wrestling with its physics to deliver cargo and make landings on alien worlds is an enjoyable process. It’s also one of the best games to play with a VR headset, if you’re lucky enough to have one.

Space Engineers
Year 2013 |Developer Keen Software House
Minecraft in space, basically. Harvest asteroids for building materials then craft them into floating bases and flyable spaceships. You can hover around with a jetpack or build a gravity generator to walk on the surface of bigger asteroids. One of the best co-op build-’em-ups on PC, and new features are being added regularly.

EVE Online
Year 2003 |Developer CCP Games
Live another life—in space! There’s nothing else like EVE Online, the massively multiplayer RPG where everything is controlled by players. It’s a living, breathing galaxy in which thousands of capsuleers fight, trade, mine, and explore together. Break away from the relative safety of your policepatrolled starting system and you’ll find a ruthless, cosmic Wild West, where piracy, espionage and scamming are rife. Whether you’re fighting in a massive space war, where thousands of real-world dollars hang in the balance, or just exploring New Eden on your own, EVE is unforgettable.

Elite: Dangerous
Year 2014 |Developer Frontier Developments
An entire galaxy is your playground in this massive, beautiful space sim. Starting with a basic ship and a handful of credits, it’s up to you to shape your own destiny. Do you become a fearsome pirate? A master trader? An explorer? The beauty of Elite: Dangerous is being able to play in a way that suits you. From thrilling dogfights to gentle exploration, there’s something for everyone. Its ships are a dream to fly, from nimble fighters to heavy cargo haulers, especially with a flight stick.

Star Wars: TIE Fighter
Year 1994 |Developer Totally Games
A rare opportunity to be the bad guy in George Lucas’s space opera. With a variety of Empire-themed missions—dogfights, escorts, attacking capital ships—and a story to follow, it’s one of LucasArts’s best Star Wars games. Replace this entry with Star Wars: X-Wing if you’d prefer to play as the boring old Rebel Alliance. The best thing about this entire crop of Star Wars space sims is that they’ve all resurfaced to buy on GOG.com, compatible with modern systems.

FTL: Faster Than Light
Year 2012 |Developer Subset Games
FTL mixes turn-based and real-time strategy together to capture the experience of captaining a Star Trek-style spacecraft. It’s a strong roguelike, too, with the backdrop of a familiar yet fun sci-fi universe that comes with its own semi-humorous lore and a neat set of narrative beats that make the journey to its finale exciting every time. Being able to name your ship and crew makes it all the more heartbreaking when they die together in enemy space.

Wing Commander:Privateer
Year 1993 |Developer Origin Systems
Fans of the series will argue endlessly about which Wing Commander is the best, but we love Privateer’s darker feel. It’s a rich sandbox in which you can be a mercenary, a pirate, a merchant, or a mix of all three. You jump between systems looking for bounties to hunt and ships to rob, and the first-person dogfights are a thrill. There’s a linear story, but the real joy lies in doing your own thing.

Kerbal Space Program
Year 2015 |Developer Squad
W restle with gravity and the laws of physics as you build your own spacecraft and attempt to explore the cosmos. A robust, compelling sandbox of possibilities that’s as funny as it is  clever. Escaping Kerbin’s atmosphere and landing on the Mun for the first time with a ship you’ve built is about as satisfying as PC gaming gets.

Take On Mars
Year 2013 |Developer Bohemia Interactive
If you like your space games a little more grounded, try Arma developer Bohemia’s Take On Mars. It’s a space exploration simulator based on real astro-science. You can build a Curiositystyle rover and explore the surface of the red planet or construct your own moonbase. A game for people who want the sci without the fi.

Sins of a Solar Empire
Year 2008 |Developer Ironclad Games
Mixing real-time strategy with 4X elements, Sins is a game of galactic conquest. Choose a faction, gather resources and become a mighty space-lord. Commanding its real-time wars is a thrill, but combat isn’t always the answer: you can use diplomacy to conquer systems too. A refreshingly slow-paced RTS with some truly massive space battles.

Universe Sandbox
Year 2011 |Developer Giant Army
This space simulator lets you play god and manipulate replicas of real galaxies and solar systems, and witness the (often catastrophic) results of your cosmic meddling. Increase the mass of Jupiter and you’ll see the rest of our solar system being sucked into it, or delete the Sun and watch Earth and the other planets drift away confused. A sequel, Universe Sandbox 2, recently arrived on Steam Early Access.

Galactic Civilizations II
Year 2006 |Developer Stardock
Conquer space with an army of customizable ships. Thanks to its smart, creative AI, a full-size game can take many exciting weeks to complete. You have to balance economic, technological, diplomatic, cultural and military power to forge alliances, engage in battles, and dominate the galaxy. Similar to the Civilization series, certainly, but on a much grander scale.

Artemis: Spaceship Bridge Simulator
Year 2013 |Developer Thom Robertson
You’ll need a group of three to six friends to get the most out of this one. Each player controls a different station of a starship—engineering, weapons, helm and so on—and must work together to destroy enemies, with a captain giving orders. It’s basically like staging a Kobayashi Maru test in your living room, and it’s amazing.

Flotilla
Year 2010 |Developer Blendo Games
This turn-based strategy game by prolific indie studio Blendo (Thirty Flights of Loving, Gravity Bone) plays out in 30-second bursts. Queue up your orders, then watch the action unfold until one side is completely obliterated. With a relaxing classical score, including Chopin’s Raindrop Prelude, and a stylish, curiously colorful art style, it’s one of the more offbeat games on our list. Flotilla also features psychic advisor dogs—there’s a strong sense of humor at work here.

Starbound
Year 2013 |Developer Chucklefish Games
Basically Terraria in space. Hop between randomly generated planets on a starship, hunt alien creatures for food, build colonies and underground bases, and try not to die. A brilliant sci-fi sandbox with a charming art style. Playable races include robots, beings made of solar energy, ape-like creatures, and wingless birds.

SpaceEngine
Year 2010 |Developer Vladimir Romanyuk
Do you like feeling small and insignificant? Do you enjoy having existential crises? Then play SpaceEngine, which features the entire universe. Or at least the bit we know about. Focus on Earth, then pull back at top speed, and you realize you’re on a tiny speck of dust hurtling through an endless void. The tech is remarkable, enabling you to travel effortlessly between galaxies and land on planets, even if there’s not a lot else to do.

FreeSpace 2
Year 1999 |Developer Volition, Inc.
While most space simulators use aircraft-like physics, FreeSpace attempts something more realistic, resulting in responsive, weightless controls. Battles play out like zero-gravity World War II dogfights, and it’s one of the best space combat games on PC. You’ll never forget your first combat encounter inside a colorful nebula.

Mass Effect 2
Year 2010 |Developer BioWare
If you’ve ever fantasized about being Captain Kirk, in command of your own starship, exploring the galaxy, meeting weird aliens, being confronted with cosmic dilemmas, Mass Effect 2 is that in game form. It’s part Star Wars space opera, part brilliant Star Trek episode, and one of the best sci-fi games on PC. It doesn’t have the freedom of Elite and is largely a linear experience, but it takes you on an unforgettable journey around the galaxy, visiting bizarre planets and getting involved in the lives of the people who live on them. We love the whole series, but Mass Effect 2 is our favorite.

Please like and follow us on Facebook Around the World Top List

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #4 31 ก.ค. 18, 22:11:47น.
200 Best Video Games of All Time  - Sonic CD

The third game released in the classic Sega series, Sonic CD, has always been an oddball, especially
when you consider the system it spawned from. Even among Sonic fans, it can be a rather divisive
game, given how different it is from those that followed. It's that sort of weirdness that makes it so memorable, though, even among a set of such great games, and there's no doubt that it's one of
the shining gems of the Sega CD.

From a gameplay perspective, Sonic CD almost feels like a more polished version of the first game.
Sonic has his spin dash attack as introduced in Sonic the Hedgehog 2, but it's not quite as quick to
use as in the later entries. The general pace is somewhat slower as well, with more emphasis on
platforming and exploration than your average Sonic game. There are still plenty of places to pick up
speed, though, and the level design has a surprising amount of openness and verticality. The main draw
is the ability to travel through time, with both prehistoric and futuristic variations of most of the
stages. Including these alternate versions, there are60 levels, which, along with the animated intro,
ending cinemas, and redbook audio soundtrack,justified the CD format.

Even so, the game can feel rather short if you just rocket straight to the end of each stage. To properly appreciate it, you need to get the good ending, and there are two entirely different ways on how to accomplish this. One method is to collect enough rings to reach the 3D bonus levels, rendered in Mode 7-style scaling effects, to collect all of the Chaos Emeralds as in other Sonic games. More careful explorers, however, can travel to the past to foil Robotnik's schemes by destroying his machines. It’s an element that forces you to really understand and learn the stages, despite a few aggravating levels that seem counterintuitive to this design. The time zone gimmick isn't just for gameplay, either, as it's all part of the game's rather surreal art style. If you do well, you'll find a good future full of bright colors and foliage. Ignore the past, and the zone you're in ends up a total hellhole.

It's all a bit strange, especially if it's not your first Sonic game, but that's what makes it so special. It's a game that definitely rewards skill, from taking advantage of the level design to shaving off a few more precious seconds to mastering the time zones. A wonderfully different soundtrack tops it all off, which, like the visuals, changes on the time zone. From the upbeat dancestyle tracks of the Japanese version, to the US
soundtrack's dark, sometimes terrifying songs, there certainly isn’t much else like it. -Ed Burns

See Also:
The first two Sonic games were instant classics, and would go on to both revolutionize the platforming genre and spawn imitators for years to come. The third game, split into Sonic 3 and Sonic & Knuckles and combined by locking the carts together, manages to outshine them both. This is because it’s absolutely massive, with levels far bigger than previous Sonic games. It’s also full of incredible setpieces, from watching the traditional island level that started the first two games get set ablaze, to one of the most climactic final battles in Genesis history. It still manages to include everything that made the classic Sonic games great, as well, from clever level design that lets you use physics to reach even higher speeds, to one unforgettable soundtrack. -EB

MOST HORROR MOVIESMOST ZOMBIES MOVIESMOST BIZARRE TRENDS
MOST DANGEROUS BEACHMOST EXPENSIVE FRUITMOST BIZARRE HOBBIES
CELEB DON'T LIKE TAYLOR SWIFTCELEB DON'T LIKE KADASHIANSCELEB DON'T AGE
MOST CURSED OBJECTSMOST MYSTERIOUS PHOTOSMOST MYSTERIOUS PEOPLE
CREEPY URBAN LEGENDSDANGEROUS SERIAL KILLERUNSOLVABLE CRIMES
FAKE BEHIND CELEBMEME PRESIDENT TRUMPWORST MOVIE ENDING
CREEPY VIDEO GAMESDEADY UFO ATTACKSHORRIBLE SERIAL KILLERS
VIDEO GAME EASTER EGGSBEST VIDEO GAMES OF ALL TIMEHIDDEN IN VIDEO GAMES
MYSTERIOUS CREATURESBEAUTIFUL PHENOMENAHORROR ANIMAL MOVIES



My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #5 01 ก.ค. 19, 09:01:16น.
200 Best Video Games of All Time - Ninja Gaiden


Ninja Gaiden is the more highly caffeinated cousin of Castlevania. It borrows its basic formula, like the sub-weapon system and the status bar, but while Konami's vampire slaying series is slow and deliberate, Tecmo's ninja slicing game traverses at a near-breathless pace. You move fast, and the enemies move faster still, but the controls are essentially perfect. Scaling walls is executed by rapidly jumping back and forth between two columns, using rad, spinning flips that defined why every kid in the 80s thought that ninjas were just the coolest thing in existence. It also demands the need for split second reflexes, lest you miss a midair slash and be knocked into a pit for the 30th time by some infernal bird. The need to push forward is highlighted by the enemy respawn points, which can trigger infinitely if you're standing at the wrong point on the screen. The music is also intense – the percussion is some of the crunchiest on the NES, with pounding drum loops and strong melodies that perfectly suit the game's speed.

The presence of unlimited continues is a necessary crutch until you gain the muscle memory to get past every section. The final stage becomes needlessly cruel, as merely dying at the final boss – not just running out of lives – will force you to replay several stages, including the hardest one in the game. It's tough and not exactly fair, but to complete Ninja Gaiden is to master the essential 8-bit action game skill set.

Just as much as the difficulty, Ninja Gaiden is defined by its story, one of the first 8-bit games to include animated cutscenes. From the opening scene, where two ninjas enter a moonlit duel, to protagonist Ryu Hayabusa's journey to uncover the mystery behind an ancient statue, the story remains compelling in spite of its obvious simplicity. It also helps weave together otherwise disparate locations – modern cities, industrial areas, snow-covered mountains, ancient ruins – into one cohesive theme.

Even the cinema direction, borrowing from numerous anime tropes, manages to impress, just based on how well they're animated while using such a small amount of memory. Just like with the action sequences, the soundtrack is skillfully implemented, perfectly accompanying the game's many dramatic moments.

The NES sequel, The Dark Sword of Chaos, smoothes out some of its predecessors edges, resulting in a game that's more pleasant to play, though not quite as interesting. The final entry of the NES trilogy, Ancient Ship of Doom, could have been excellent, but the localization process made the game impossibly difficult. -Kurt Kalata

see also While Natsume as a game developer was never quite in the same league as Konami or Capcom, they put out a range of NES titles, ranging the gamut from okay (Dragon Fighter) to excellent (Shatterhand). One of their better efforts was Shadow of the Ninja, an obvious Ninja Gaiden clone. While neither the controls nor the level design quite stack up to Tecmo's game, it's a decent action title in its own right, with great music and a distinct visual style, while also featuring two player simultaneous play. It’s spiritually connected to Ninja Gaiden, though. Natsume was working a Game Boy port of Shadow of the Ninja, but then Tecmo became the publisher, changed some sprites and music, and turned it into Ninja Gaiden Shadow. -KK


My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #6 01 ก.ค. 19, 09:01:38น.
200 Best Video Games of All Time - Castlevania Dracula X: Rondo of Blood


Konami's long-running vampire slaying series features the struggles of the Belmont family, in their quest to destroy the evil Count Dracula and his legion of movie monster-inspired villains. It's a franchise characterized by fantastic music and a high level of challenge, built upon a foundation of strong design. Castlevania: Dracula X for the PC Engine ranks as the best of the classic era of the series, before it switched gears into a more openended, RPG direction with Symphony of the Night. Initially an exotic import, teased mercilessly in magazines of the 90s, it's become more widely available thanks to a PSP remake and a Virtual Console release.

The PC Engine is known for its colorful palette, and despite the dark overtones that come with gothic monster slaying, Dracula X has a bright and peppy look that makes it distinct from other Castlevania titles. The character designs are straight out of an early 90s anime OVA, with dramatic voice acting to accompany it. The music is also fantastic, with remixes of classic songs and several excellent new ones, all with an upbeat, poppy feel.

Beyond the cutscenes and redbook audio, Dracula X uses the extra space of the CD-ROM to create a much larger game than what could feasibly fit on a cartridge at the time. Though you only need to play seven stages to get to the finale, almost all have multiple routes, leading to alternate boss fights and completely different levels. Each is richly detailed and filled with a variety of enemies, many of which only appear once or twice in the entire game. There are 13 stages in total, some with secret areas hiding kidnapped women.

One of these girls is Maria, a 12 year old with a pink, frilly dress and a large bow in her hair. She joins the hero, Richter Belmont, attacking with doves and other animals, like a demon slaying Disney princess. Her abilities, ironically, actually make her more powerful than Richter, essentially making her the game's "easy mode". It's still fun to play as Richter, of course, who controls much more smoothly than the Belmonts in the NES games. Altogether it forms the ultimate platform action game, one that's far more replayable than most.

The PSP version, released in 2007, uses 2.5D polygonal graphics, as well as new portraits to make them more consistent with Symphony of the Night. While it looks a bit ugly and runs at a lower frame rate, it does expand on elements left unfinished in the original, adding a new stage and finishing with a more satisfying final encounter. The PC Engine version is also included as a bonus, though the emulation is kinda iffy. -Kurt Kalata

See Also:As for the other classic Castlevania games, Super Castlevania IV for the SNES exudes atmosphere, but the added versatility for the whip and jumping controls make it too easy. Castlevania Bloodlines for the Genesis is darker and gorier, taking place in locations around Europe. Dracula X for the SNES, meanwhile, isn't a port of the PCE game, but rather a (far inferior) reimagining, missing most of the elements that made the original so fantastic. The most replete entry is Castlevania III for the NES. It contains branching paths with 15 levels in total and four playable characters, including Alucard, the half-vampire son of Dracula who would later star in Symphony of the Night. It's not as polished as Dracula X for the PCE, but it's the most fully featured of its type on the NES. -KK

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #7 01 ก.ค. 19, 09:02:02น.
200 Best Video Games of All Time - Castlevania: Symphony of the Night


Symphony of the Night marks the generational transition of the Castlevania series, changing from a linear side-scroller to an exploratory action-RPG. With a structure and map screen that seems directly borrowed from Super Metroid, it's the game that coined the "Metroidvania" term. The change was not unprecedented, considering that Castlevania II: Simon's Quest for the NES was similar, albeit more obtuse in the way that so many 8-bit RPGs are.

From a story standpoint, it's the direct sequel to Castlevania Dracula X: Rondo of Blood for the PC Engine, and you initially play the role of Richter Belmont as he vanquishes Dracula. Five years later, the hero vanishes, the eponymous castle reappears, and Dracula's half-vampire son, Alucard, awakens from his deep slumber to investigate. While decked out with strong equipment at the start, he is quickly stripped of his weapons, forcing him to explore and regain the strength to find the errant Belmont, who has declared himself ruler of the new castle.

The major difference between Super Metroid and Symphony of the Night lies with the stats and equipment. There’s a huge amount of weapons, armor, and shields to find, either hidden around the castle or as rare drops from certain enemies. There are swords, there are explosives. There’s a magical rod that lets you summon spirits and enchantments based on the shield you've equipped. There are also many magic spells, executed by fighting game-style command motions. There are capes, one of which even has an entire menu option devoted to it, where you can customize its coloring with an RGB indicator. It's not particularly well balanced – the right equipment can render the game trivial, making it a huge change from the challenging "Classicvania" games of yore – but its richness makes the castle truly feel alive.

The visuals also highlight the power of 2D sprites, in an era where 3D games were taking over. Alucard is stunningly animated, and like its PC Engine predecessor, the game is filled with weird enemies, most of which have unique death animations. The boss battles are consistently impressive, especially Beelzebub, a grotesque, gigantic hanging corpse that attacks with mutant flies. Michiru Yamane's soundtrack captures the feeling of classic Castlevania songs without directly reusing most of them (though the later Saturn port adds a few), while creating a distinct style that would be expanded upon in her later contributions to the series. Gothic illustrator Ayami Kojima also adds an air of elegance to the character designs, making the series feel like it’s grown considerably over its movie monster origins. -Kurt Kalata

Symphony of the Night inspired six successors, all for portable platforms: Circle of the Moon, Harmony of Dissonance, Aria of Sorrow, Dawn of Sorrow, Portrait of Ruin, and Order of Ecclesia. Five of these were directed by Koji Igarashi, the co-director of Symphony, who became the public face of the series. They're all pretty decent, though they suffer from repetitive environments and recycled sprites, and none capture Symphony’s level of detail. The best is the final one, Order of Ecclesia, which is one of the few that's legitimately challenging, channeling the spirit of the older titles. Cursed heroine Shanoa is the most compelling protagonist in the series since Alucard, and the boss battles are some of the best of the Metroidvanias. -KK

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #8 01 ก.ค. 19, 09:02:20น.
200 Best Video Games of All Time - Cave Story


Independent 2D, sprite-based action-platformers seem as common today as grapes in a vineyard, but before any of them was Cave Story. Created as an unassuming personal project by Daisuke "Pixel" Amaya in his free time, Cave Story gradually received notice and became the prototype for the incoming indie game zeitgeist for the new millennium. The premise is simply named for starting in a cave and telling a story, but the plain title belies a tale fraught with several dark and twisted turns, despite its ostensibly cute art style. Without spoiling much, the protagonist comes across Mimiga Village and discovers its cute bunnylike inhabitants are being tormented by a psychopathic doctor and his two assistants. The story is actually well-developed without eclipsing the gameplay, and if not a masterwork of contemporary literature, it's far better than it has any right to be.

Beneath the words lies an incredibly fun-yetchallenging game that seems to be Metroid-esque in its map layout. However, some areas are unavailable after clearing them, and it's significantly more linear than the typical Metroidvania. This cuts down on backtracking, making the game beatable in approximately six hours, though some items can be permanently missed as a consequence. It also gets pretty rough, with agile enemies able to dart about and peck out your life, while you can only move at a modest pace and fire in four directions. You start out with a weak laser pistol but find other guns, most of which are powered up over three levels by grabbing yellow triangles, acting as "experience points", from enemies. Getting hit lowers your weapon level, though a few late-game weapons avoid this penalty. The difficulty is supplanted by some wicked boss fights, with each being rougher than the last, along with the game's ending throwing a lengthy boss gauntlet at you.

There's always something to enjoy about Cave Story, be it the cute graphics that show some nightmarish stuff later on, the lo-fi catchy and mood-evoking tunes, and the motivation to aim for the true ending if you missed it the first time. While free at first (and the original version still is), Cave Story has received enhanced remakes for the Wii, DS, and Steam, and even a complete graphical overhaul for the 3DS. These re-releases reached up to 2012, eight years after the original's release, and met with high reviews even then, showing the enduring flavor of a game that could be considered "old" by today's crowd. Cave Story is not only great for what it is, but also for being the start of modern indie game development. -Michael Plasket

Built as a throwback to action-adventure games on the MSX, La-Mulana was the other big proto-indie game for its time. The hero, Lemeza Kosugi, explores an impossibly complex mega-temple filled with enemies, traps, and gargantuan bosses. The sheer scope of the map is amazing, with at least 10 different areas, and an even harsher dark side to each one. With dozens of items to find and many puzzles to solve, it's a meaty game made even longer by its supremely torturous difficulty level. Recovery items are scarce, hazards are numerous, and there are several points where you can become irreversibly stuck. The fantastic remake, La Mulana EX, adjusts some of the puzzles and cuts down on the unwinnable pitfalls, though enemies are more aggressive to compensate. -MP


My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #9 01 ก.ค. 19, 09:02:35น.
200 Best Video Games of All Time - Demon’s Crest


Capcom was on a roll in 1994, becoming renowned for the striking animation and bright visuals in games like Mega Man X, Darkstalkers, and Street Fighter Alpha. It's actually understandable, then, why a game like Demon's Crest would slip under the radar. It's a big departure for Capcom, with a very dour tone and a darker look than anything else the developer had put out (Resident Evil would not appear for another two years). An SNES successor to Capcom's Gargoyle's Quest games, Demon's Crest eschews most of the previous installments' role playing elements in exchange for something structurally closer to Mega Man X.

Players guide Capcom's popular red gargoyle, Firebrand, through different areas, earning new weapons to use against the game's many bosses and enemies. While his animation isn't quite as smooth as that found in other Capcom games of the time, most of his abilities involve him taking on a completely different form, each with its own unique sprite. Demon's Crest's aesthetics fully deliver on the visual details, too. Backgrounds have little animation and minimal parallax, but they’re very colorful and, more importantly, each of the game's six areas sport completely different graphics.

Gargoyle's Quest was never the fastest playing game, and Demon's Crest follows suit. The controls greatly complement the game's more desolate atmosphere, being very responsive but giving Firebrand slow projectile attacks, rather than the rapid fire melee or gunfire found in most games of this kind. It really lets the unique feel of each level sink in as timing attacks is more important, adding a bit of challenge to the game, even though you can get a wide variety of powerful forms quickly through exploring.

The soundtrack complements the deliberate pacing, as well. This was Toshihiko Horiyama's first solo composing job after collaborating on Mega Man X, and is uniquely somber compared to any of his later works (though there is a resemblance to some of the tracks he composed for Onimusha: Warlords). It's a great soundtrack and really sets the mood, with a unique song for almost every area in the game. Each track is appropriate for its level, elegantly changing from almost whimsical to desperate as Firebrand explores.

Demon's Crest isn't the most difficult game, and it would have benefited from some additional levels, but it holds up with its distinct graphics and a perfectly executed atmosphere. It’s consistently beautiful, and while overlooked when it was new, over time it has become one of the Super Nintendo's most respected games. -Chris Rasa

See Also: Despite sharing the same universe, the Ghosts ‘n Goblins series plays much differently than Gargoyle’s Quest and Demon’s Crest. Having been birthed in the arcades, it’s a brutally challenging experience, especially since the hero, Arthur, can only take two hits before dying – the first robs him of his armor and leaves him to fight in his boxers, while the second turns him into a pile of bones. That dark comedy contrasts with the macabre enemies you'll face, especially Firebrand, who makes his initial appearance partway through the first level of the first game, and is practically guaranteed to kill novice players. There are four games in the series, our favorite being the second, Ghouls ‘n Ghosts, for having the coolest bosses and most balanced difficulty level. -KK


My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #10 01 ก.ค. 19, 09:02:50น.
200 Best Video Games of All Time - Gimmick!


At first, Sunsoft's Gimmick! looks a lot like a Kirby game. The hero, Yumetarou, a wide-eyed green blob with stumpy legs, attacks by throwing glowing stars. The enemies are all toys that have come to life, and most of the levels are colorful. This is deceiving though, because Gimmick! is hard. Very hard. It's also one of the most incredibly well put together action game of the era, though.

Like Sunsoft's earlier Batman: Return of the Joker, Gimmick! was designed to compete with the early generation of Genesis and SNES titles. In the end, it ends up surpassing most of them. There are only seven not-entirely-long stages, but each screen has an incredible amount of care put into it, often with superfluous but charming details. Somewhere in the second stage, there is a motionless enemy which, if you pick up the second controller, you can briefly command. If you manage to beat this stage quickly enough, you can find the level boss taking a snooze, allowing you to push him off a ledge and immediately win the level. There's a prevailing sense that some of the enemies aren't really "bad guys" per say, they just want to play with you, like the cat creatures in the third stage that bounce around then retreat after a few steps. Some enemies appear just once or twice throughout the entire game, making their sole appearances special.

It's also one of the very few 8-bit action games with an actual physics engine. Sloped surfaces can give you enough inertia to make incredible jumps, but can also be used to change the angle of your bouncing star weapon, which you can then jump on top of and ride. Mastering this is essential to finding each hidden treasure, one per stage, which lets you unlock the final level and the true ending. You also need to beat the game without continuing – another crazy, challenging task. Like most great games, though, the difficulty comes not from poor design, but from intimately learning the details of each screen. However, given the charming world the developers have crafted, it's well worth the effort. The game looks and sounds great, too.

Sunsoft ranked up next to Konami as having some of the strongest sound programming on the NES (see: Journey to Silius, both NES Batman games), but Gimmick! uses an add-on sound chip which bolsters the synthesis, creating one of the best soundtracks of the system. Sadly, as a late Famicom release, Gimmick! was mostly ignored. It was set for release in America but canceled, and only trickled out in small quantities in Scandinavia (sans the extra sound chip), creating an aftermarket price that restricts ownership to hardcore collectors. -Kurt Kalata

see also Gimmick! looks and sounds a lot like Ufouria: The Sage, another colorful 8-bit Sunsoft game released around the same time. It stars four goofy, weird little beings, each with their own specific power, as they run and jump around a non-linear universe. It’s filled with bizarre quirks, like platforms with faces that drool, allowing you to climb up, or birds that poop 16 ton weights. It, too, was scheduled for American release but was canceled, though an English European version does exist. It's not nearly as difficult or well-crafted as Gimmick!, but Ufouria is still charming. In Japan, this game was called Hebereke, and started a whole franchise of games starring the same characters, though stuck in different genres (puzzle, racing, and so forth). -KK


My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #11 01 ก.ค. 19, 09:03:06น.
200 Best Video Games of All Time - Nier


Cavia's final game, Nier, is both their best original work and the most fleshed out. Rather than focusing on the non-stop pessimistic carnage found in their Drakengard games, Nier is structured more like a typical action-RPG. The tone of the game is less violent and more successfully melancholy than what was seen in Drakengard. Part of this is due to the writing, but part of it is also from the much more laid back structure and atmosphere. Rather than rushing from place to place only to kill, the protagonists have several towns to stop at where simple side missions can be found, along with plenty of conversation. Areas are also connected by open, outdoor expanses that are accompanied by music, triumphant and often with beautiful vocals, that is much more sweeping and hopeful than anything in Drakengard.

Nier opens up with the eponymous protagonist protecting his daughter, Yonah, from otherworldly specters in a post-apocalyptic landscape. An undefined amount of time then passes, with Nier and Yonah now living in a pastoral medieval community. Yonah is very ill, and much of the game focuses on Nier attempting to find a way to cure her. This keeps a shroud of pensive sadness hanging over what would otherwise be a very idyllic adventure game setting, with NPCs and scenarios that wouldn't be out of place in an Ys game, if not for their often downbeat conclusions. However, Nier, and the conflicts of the few characters he meets in his quest, also helps expose an exceptionally broken and dying world. The game must be played a few times to get the full story (successive plays skip over many segments, thankfully), which presents many of the characters’ purportedly heroic actions in a different light.

Nier borrows elements from several different genres, crafting a rather unique experience. Many dungeons are viewed from different perspectives, while another bucks convention entirely, and is played as a sound novel. Special abilities and boss fights are also rather interesting. Boss battles often involve huge monsters shooting massive quantities of projectiles at the player, closer to what one would see in a Touhou shooter than anything in a fantasy adventure game. Nier, however, is able to use a variety of skills to absorb, block, or otherwise avoid these attacks. It's a unique approach to boss fights for this type of game. While the fighting action against normal enemies is unfortunately not nearly as interesting, Nier's unique tone makes it more than the sum of its parts, and there's no other action adventure game quite like it. -Chris Rasa

In addition to creating Nier, Yoko Taro also developed the Drakengard games. These are a fairly straightforward hack-andslashers, with some occasional bits where you hop on a dragon and set things ablaze. They’re best known for their insane, dark storylines, though. The third and final game, released after Nier, is a bit of a mess on a technical level, but is full of the joyously nihilistic and profane tone fans have come to expect from the series. The protagonist is a deranged woman on a quest to destroy her five sisters and possibly the world, making it much more in line with the protagonists of the first two Drakengard games than the family man seen in Nier. Drakengard 3 offers a nice endgame, plus an absurd amount of profanity and a forever-enraged protagonist.


My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #12 01 ก.ค. 19, 09:03:20น.
200 Best Video Games of All Time - Mega Man X


There's much debate as to which is the best Mega Man game out of the franchise’s many subseries, but almost everyone who's played the first Mega Man X would agree that it’s one of, if not THE best. Set many years after the original games in a dire future, where mass-produced "replicate androids" (Reploids) fight against each other, X and his partner Zero attempt to take down Maverick leader Sigma. Despite the darker setting, its level structure is still classic Mega Man, where you pick your stage order between the eight Maverick leaders.

Instead of just being "Something Man," the bosses are all modeled after animals with interesting designs, with names like Chill Penguin, Spark Mandrill, and Armored Armadillo. It’s a testament to the artistry that it can make innocent looking creatures seem intimidating. Even the normal enemies exhibit personality, like lumberjack-bots who chuckle if they hit you, and living robot torsos on an assembly line. As the very first Mega Man game not on an 8-bit system, Mega Man X takes full advantage of the SNES's graphical capabilities, with smooth animation and gorgeous backgrounds. The music is also top-notch, with a soundtrack as close to heavy metal as the system could provide.

Alternatively, the new and improved mechanics encourage a faster playstyle than the classic games, while the levels themselves simultaneously reward exploration. X can scale up and down walls, and his dash, replacing the slide of old, allows quicker movement and closes big gaps when combined with jumping. New powers are bestowed by one of Dr. Light's capsules, which enhance X's abilities and even change his sprite to match the improved part. While optional, X can also find Heart Tanks that extend his life bar, and there are four Sub Tanks which store bonus energy from capsules, replacing the E Tanks. Other cool bits, like piloting Ride Armor suits with destructive punches and finding Ryu's Hadouken as a super-secret weapon, are the gravy on top of an incredibly meaty game.

What's truly amazing about Mega Man X, though, is that it manages to succeed as a "darker and edgier" reboot, often a controversial move for any given franchise. It hits the sweet spot between where Mega Man fans can appreciate that it still plays like the classic games at its core, and where people who have never tried the series before can get a smooth and fierce action game. It’s also quite like the classic series in that it spawned multiple sequels of varying and arguable quality (and even a remake on the PSP titled Maverick Hunter X), but most people will likely agree that the original Mega Man X is still the best. -Michael Plasket

See Also: The general consensus is that Mega Man 2 is the greatest Mega Man of the NES era. It set the standard of eight Robot Masters, where the first only had six, while also adding E Tanks and passwords. Each stage has its own distinct look and incredibly catchy tune, and the challenge is high but almost always manageable. Some of the series's most memorable moments are found here, like Quick Man's infamous death beams, Heat Man's equally dreadful disappearing block marathon, and the sudden Mecha Dragon surprise in Wily's first stage. Later titles may have refined the formula, but this codified it and made almost every entry afterward feel like an imitation. Mega Man III, too, is highly revered, adding Rush and the slide ability. -MP

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #13 01 ก.ค. 19, 09:03:34น.
200 Best Video Games of All Time - Prince of Persia


Prince of Persia may be one of the most famous games ever, considered a hallmark of visual design for its time, and creating the cinematic platformer subgenre. Building off of the rotoscoping technology first exhibited in Karateka, Jordan Mechner created a more ambitious game involving as much platforming as combat, giving it an Arabian flair that’s particularly influenced by 1001 Nights. The Prince must attempt to escape the 12-stage dungeon and defeat the evil vizier Jaffar to save the Princess. The infamous one-hour time limit, requiring you to not die much in order to rescue the Princess before she is slain, makes it one of the most difficult games to conquer even today. The realistic movements and weight of the character are interesting, but take time to learn, and the many deceitful traps and increasingly difficult enemies ensure that an under-an-hour victory won't come without much practice. Yet for how difficult it is, its influence on game animation is undeniable.

Prince of Persia was released to approximately 20 computers and consoles, but the Super Nintendo version goes well beyond a simple port job. It retools the graphics to make certain segments feel different from each other and adds a nifty atmospheric soundtrack. Several levels are rearranged and eight more are added for a total of 20, though the time limit is boosted to two hours.


While not the only version to have a password system, it is especially appreciated here for those who wish to preserve time. Several unique bosses are also added, including an Amazon warrior and a bizarre Goro-like monster, adding more variety to the simple-yet-difficult combat. This release may technically be harder than the original and its straight conversions, but it also feels richer for its additions. In truth, it almost feels like a whole new game, or a “Prince of Persia 1.5”.

In fact, the only reason it's not Prince of Persia 2 is due to there actually being a sequel, The Shadow and The Flame. It plays similarly to the original, but has bolder setpieces, trickier puzzles, and sometimes requires you to fight more than one enemy on the screen at a time. It may not be as tight as the first, but it's a respectable sequel nonetheless. It was ported to very few systems, one of which is the SNES, but it's an absolutely terrible version. The sound is weedy, the graphics feel scaled down, and the 75-minute time limit starts immediately instead of three levels in. Worst of all is the inexplicable omission of the really cool final level. It's somewhat ironic that the SNES has the best port of the first game and the worst version of the second. -Michael Plasket

Several fine games like Prince of Persia popped up in the 90s, like Blackthorne and Nosferatu, but Flashback is the most worthwhile of the lot. Conrad Hart's amnesiac journey takes him through jungles, cities, a deadly game show, and even another planet. It bears similarities to Delphine's prior adventure, Another World, but with more emphasis on combat. There's still lots of platforming and puzzle-solving to be had, though, with later stages becoming more complex and festering with weirder enemies. The animation is very fluid, moreso than its contemporaries, and the use of color provides for many luscious backgrounds. It also tells an interesting story that ends on a cliffhanger. There was a follow-up, Fade to Black, but it sadly does not meet the standards of its predecessor. -MPa

My Name: anyaha ออฟไลน์
  • ดูรายละเอียด
ตอบกลับ #14 01 ก.ค. 19, 09:03:51น.
TOP 10 VIDEO GAMES OF ALL TIME
This is it, the list you thought we’d never dare to do. Today we’re concluding our series of the best video games per generation to bring you our picks for the top ten video games of all time. If you’ve been following our video games per generation series, you’ll know that fifty games were selected as some of the best.

But only ten can make this list. In order for a game to qualify for best of all time, it needs to have made at least rank four or higher in its respective generation list to get on here. So if your favorite didn’t make it onto this list, that’s why. Personal bias has no room here, get ready for the mother of all video game lists as we show off the industry’s finest accomplishments.

10. Goldeneye 007 (1997)


Just scraping into the opening slot is the movie tie-in game that brought FPS multiplayer to the living room. Yet despite only having one analog stick and no online play it still holds out better than a lot of shooters that have come out since. With a strong single player campaign that’ll keep you coming back as you try to unlock the prestigious 007 mode, and a multiplayer section which was amazingly added as an afterthought, Goldeneye is that one cartridge that you’ll never give away.

9. Resident Evil 4  (2005)


OK, so it’s actually the sixth game in the main series, but the beauty about this game is that you don’t need to have played the previous entries to know what’s going on. In fact, not knowing what’s going on is pretty much par for the course for a Japanese game. Resident Evil 4 was a thrilling yet terrifying experience, from dealing with the psychotic infected villagers to the creepy Regenerators. Fans like to hate on this game because of the sequels that followed, but for what it is by itself, there’s no denying how masterful it was put together.

8. The Elder Scrolls V: Skyrim (2011)


If there was one word we’d use to describe Skyrim, it would be “massive”. This game goes out of its way to make sure everything is vast, from its open world, to its diverse skill tree, loads of quests, and plenty of customization options for your character. Plus, there are dragons. Big ones. Be careful not to get lost in this game, cause it's really easy to go wandering and end up in a cave full of giant spiders or mummified Draugers.

7. Mass Effect 2 (2010)


The sci-fi epic that became the apex of what western RPGs should accomplish, The Mass Effect series drew inspiration from all the right places, with enough lore to rival Star Wars and Trek. The second game used a concept first seen in Seven Samurai, where as Commander Shepard you travel various parts of the galaxy to recruit an team of memorable characters to save the galaxy in one of the greatest final missions ever created. Shepard’s story may be over, but we’ll never forget the incredible journey.

6. Portal 2 (2011)


First of all: “Cake” … now that we’ve gotten that out of the way, we can say that no other game of the last generation brought more creative innovation than the Portal series. Portal 2 has everything a great sequel should be by giving us the well written humorous dialogue of Wheatly and GLaDOS, while also giving us well-crafted puzzle rooms to take on solo, or share the thinking challenge with a friend. It’s also a game that we can safely predict will age very well.

5. Chrono Trigger (1995)


Square are indeed the JRPG kings with their Final Fantasy series, but their best work came with this time-traveling epic. A master class of storytelling, the game is still as emotionally hard-hitting as ever, and just like Mass Effect, it too contains an iconic cast of memorable party members. Not to mention the game also comes with thirteen endings, each of them as vastly different from one another. Some say Chrono Trigger is one of the best RPGs of all time, and we're inclined to agree.

4. Super Mario World (1991)


Mario had a lot of games in contention for best of all time, with Super Mario Brothers 3 and Galaxy 2 also eligible. But as the apex of 2D Platforming, Super Mario World knows no equal. The 16-bit sprites still look amazing today, and with the inclusion of multiple routes, secrets galore to discover, and ninety-six different exits to find, there’s plenty more to come back to once you’ve defeated Bowser and saved the Princess.

3. Half Life 2 (2004)


There are few games in history that still feel brand new a decade after they’ve been released. Yet Half Life 2’s revolutionary emphasis on physics based combat and puzzles still puts it leaps and bounds across most FPSs today. Valve’s second game on this list really shows how the company has become true pioneers for gaming, while still giving us amazing experiences, and yes we can see the irony of putting this series at number three.

2. Tetris (1984)


The game that’s over thirty years old yet is as addicting and challenging to play today as it was when it came out. There have been many variations throughout the years, but its core gameplay remains the same as this Russian classic is still played by hundreds of thousands today. In fact it’s now the best selling video game of all time, thanks to being so accessible that it can be played on almost any device with a screen and a few microchips. Tetris games is a true timeless classic.

1. The Legend of Zelda: Ocarina of Time (1998)


Before we get to the most iconic spot of all, let's have a look at some honorable mentions. We know this game is at the top of almost every other all time list out there - feel free to search for yourself. And believe me, we tried hard to find a successor, but when comparing precise gameplay, revolutionary mechanics, well paced storylines, replay ability, fantastic level design, combat variety, and capturing the scope of an epic adventure, no game has even come close to matching what Ocarina of Time has achieved. Whether you have your old N64 cartridge, digital version on the Virtual Console, or you're taking it on the go with the 3DS remaster, this Nintendo masterpiece is our pick for the greatest game of all time.

VIDEO GAME EASTER EGGS
SCARIEST HORROR GAMES
VIDEO GAMES THAT CAUSED REAL LIFE DEATHS
NINTENDO SWITCH GAMES 2018
BATTLE ROYALE GAMES
BEST FREE iOS GAMES
FREE iOS GAMES OF ALL TIME
VIDEO GAMES OF ALL TIME
THE SCARIEST VIDEO GAMES
UNSOLVED VIDEO GAME MYSTERIES
SCARY HIDDEN THINGS IN VIDEO GAMES
CREEPY VIDEO GAME URBAN LEGENDS